DIE WITH ZERO "ตายที่ 0"
หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือแนวคิดการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในทุกช่วงเวลา
DIE WITH ZERO "ตายที่ 0" เขียนโดย Bill Perkins แปลโดย นิติ ชนภัณฑารักษ์ สำนักพิมพ์วีเลิร์น
แก่นของหนังสือ
หลายคนรวมถึงตัวผมเอง เก็บเงินโดยไม่มีเป้าหมายที่แน่ชัดว่าจะเก็บไปเพื่ออะไร ได้แต่ทำตามคนอื่น ประมาณว่าเก็บเงินเยอะๆ ไว้ใช้ตอนแก่ อย่างน้อยหลังเกษียณก็ยังอยู่รอดต่อไปได้ เอา % เงินเฟ้อมาคิดนู่นนี่นั่น
ปกติสัดส่วนการออมของผมอยู่ที่ 20-25%% จากเงินเดือน 10% เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท อีก 15% เก็บเป็นเงินสด + ลงทุน คำถามคือ เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้างกับการเก็บเงินมากเกินความจำเป็น?
สิ่งที่สูญเสียจากการบ้าเก็บเงิน
สิ่งที่สูญเสียไปคือประสบการณ์ที่ควรได้รับในแต่ละช่วงวัย ประสบการณ์หลายอย่างเราอาจไม่สามารถย้อนกลับมาเจอมันได้อีกครั้ง เช่น กิจกรรม Adventure การใช้เวลาอยู่กับเพื่อนสมัยเรียน การใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารัก การดูแลลูกและเห็นเค้าเติบโตในวัยเด็ก เรื่องเหล่านี้อาจผ่านไปและไม่อาจหวนกลับมาอีก เราหาเงินเป็นก็ควรใช้มันให้เป็น
พี่หนุ่ม มันนี่โค้ช บอกเสมอว่า "เราต้องออกไปใช้ชีวิตบ้าง เก็บประสบการณ์ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ คือ ประสบการณ์และความทรงจำ"
ประสบการณ์และความทรงจำ เหมือนกับการลงทุน มันปันผลกลับมาให้เราชื่นชมได้ในอนาคต ผ่านการนึกถึงหรือดูรูปและวีดีโอที่เราบันทึกไว้ เช่น เวลาพาแม่ไปเที่ยวแล้วเห็นเค้ามีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย
สิ่งที่คนใกล้ตายเสียดายมากที่สุด คือการไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่เค้าต้องการ แต่ถูกสังคมและคนรอบตัวกดดันให้ใช้เราชีวิตแบบที่พวกเค้ามองว่าดีและปลอดภัย เช่น “ใช้เงินเก่งจัง” , “ทำไมไม่เก็บเงินไว้บ้าง”, “มีแผนเกษียณหรือยัง” หรืออีกอันที่ผมชอบได้ยิน “ใช้เงินเกินตัวไปหรือเปล่า” เอาจริงๆ ความรู้การเงินมีให้ศึกษาเยอะ พวกเค้าควรเอาเวลาไปวางแผนชีวิตตัวเองดีกว่า 55555
คนที่ได้ยินแนวคิดตายที่ศูนย์ อาจมองว่ามันสุดโต่งเกินไป ทำไมไม่เก็บเงินไว้ให้ลูกบ้าง หนังสือเล่มนี้เขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เก็บเงินให้ลูกนะ ประเด็นคือทำไมต้องรอเราตายก่อนลูกถึงได้เงินอะ
ข้ออ้างของการเก็บเงิน
เก็บเงินให้ลูกจ้า
ตามสถิติแล้ว วันที่คนส่วนใหญ่อ้างว่าเก็บเงินไว้ให้ลูกใช้ แต่กว่าจะได้ส่งต่อก็ตอนที่คนเหล่านั้นตายไป ซึ่งลูกเราก็จะมีอายุประมาณ 50-60 ปี ถึงวัยนั้นหลายคนก็มีครอบครัวไปหมดแล้ว เงินเกือบไม่มีผลอะไรมากนัก
ถ้าอยากให้เงินลูกก็รีบให้ไปเลยสิ ให้ ณ วันที่เรายังไม่ตาย จะได้สอนวิธีใช้เงินพวกเค้าได้ด้วย แบ่งส่วนไว้เลยว่าจะให้ลูกเท่าไหร่ เงินล้านที่ลูกจะได้ในวัย 30 ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นกว่าการได้เงินล้านในวัย 60 แน่ๆ
เก็บไว้รักษาตัวจ้า
เงินมักถูกเก็บไว้สำรองสำหรับสุขภาพในอนาคต คำถามคือ ทำไมเราไม่ดูแลสุขภาพตั้งแต่ตอนหนุ่มสาว? เครื่องมือที่ช่วยเรื่องนี้ได้ คือ ประกันสุขภาพ
เมื่อวันที่เราป่วยหนัก มีเงินแค่ไหนก็ไม่พออยู่ดี หลายคนเก็บเงินเยอะมากเพื่อมาใช้ยื้อชีวิตตัวเองต่อไปได้อีก 1 วันในโรงพยาบาลแลกกับการทำงานมาเป็นปี คุณภาพชีวิตที่แทบจะเป็นศูนย์ นอนพะงาบๆ รอดได้เพราะเครื่องช่วยหายใจ เราอยากอยู่อย่างนั้นจริงหรอ? ผมคิดกับตัวเองว่าถ้าสภาพเรามันไปถึงจุดนั้น ก็ตายเหอะ
ใช้ชีวิตกันดีกว่า
ความสุขที่แท้จริงคือประสบการณ์ที่คุ้มค่าและเต็มที่ในทุกช่วงเวลา อย่าทำงานหนักเพื่อเก็บเงินมากเกินไปโดยไม่แบ่งเวลาฮีลร่างกายและใจตัวเอง อย่าเลียนแบบการวางแผนการเงินของคนอื่นเพราะคนเรามีปัจจัยที่แตกต่างกันในชีวิตเยอะมาก หาสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง อย่าเสียเวลากับการเก็บเงินที่ไม่เหมาะกับตัวเรา เก็บเยอะเกินจนไม่ได้ทำอะไร
ชีวิตและเวลาเป็นทรัพยากรที่โคตรจำกัด ใช้มันอย่างคุ้มค่า จำไว้เสมอว่าอย่าวางแผนอนาคตจนละเลยปัจจุบันเพราะมันย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว
ความสุขที่แท้จริงมาจากประสบการณ์ไม่ใช่ความมั่งคั่ง และเงินทุกบาทที่เหลือในบัญชี ณ วันที่เราตาย คือมูลค่าของประสบการณ์ที่เราไม่มีวันได้ใช้
สรุป
หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตและแนวคิดผมจริงๆ ทำให้มานั่งปรับตารางการออมเงิน การวางแผนใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูง และตักตวงประสบการณ์ที่ไม่อาจย้อนมาเจอมันได้อีก
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ อ่านแล้วคิดเห็นยังไง Comment พูดคุยกันได้น้า รออ่านรอตอบจ้า