DIE WITH ZERO "ตายที่ 0"

หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือแนวคิดการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในทุกช่วงเวลา

DIE WITH ZERO "ตายที่ 0"
DIE WITH ZERO "ตายที่ 0"

DIE WITH ZERO "ตายที่ 0" เขียนโดย Bill Perkins แปลโดย นิติ ชนภัณฑารักษ์ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

แก่นของหนังสือ

💡
ณ วันที่เราตาย เงินในบัญชีเราควรเหลือ 0 บาท หรือ "หมดบัญชีแบบพอดิบพอดี"

หลายคนรวมถึงตัวผมเอง เก็บเงินโดยไม่มีเป้าหมายที่แน่ชัดว่าจะเก็บไปเพื่ออะไร ได้แต่ทำตามคนอื่น ประมาณว่าเก็บเงินเยอะๆ ไว้ใช้ตอนแก่ อย่างน้อยหลังเกษียณก็ยังอยู่รอดต่อไปได้ เอา % เงินเฟ้อมาคิดนู่นนี่นั่น

ปกติสัดส่วนการออมของผมอยู่ที่ 20-25%% จากเงินเดือน 10% เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท อีก 15% เก็บเป็นเงินสด + ลงทุน คำถามคือ เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้างกับการเก็บเงินมากเกินความจำเป็น?

สิ่งที่สูญเสียจากการบ้าเก็บเงิน


สิ่งที่สูญเสียไปคือประสบการณ์ที่ควรได้รับในแต่ละช่วงวัย ประสบการณ์หลายอย่างเราอาจไม่สามารถย้อนกลับมาเจอมันได้อีกครั้ง เช่น กิจกรรม Adventure การใช้เวลาอยู่กับเพื่อนสมัยเรียน การใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารัก การดูแลลูกและเห็นเค้าเติบโตในวัยเด็ก เรื่องเหล่านี้อาจผ่านไปและไม่อาจหวนกลับมาอีก เราหาเงินเป็นก็ควรใช้มันให้เป็น

พี่หนุ่ม มันนี่โค้ช บอกเสมอว่า "เราต้องออกไปใช้ชีวิตบ้าง เก็บประสบการณ์ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ คือ ประสบการณ์และความทรงจำ"

ประสบการณ์และความทรงจำ เหมือนกับการลงทุน มันปันผลกลับมาให้เราชื่นชมได้ในอนาคต ผ่านการนึกถึงหรือดูรูปและวีดีโอที่เราบันทึกไว้ เช่น เวลาพาแม่ไปเที่ยวแล้วเห็นเค้ามีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย

สิ่งที่คนใกล้ตายเสียดายมากที่สุด คือการไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่เค้าต้องการ แต่ถูกสังคมและคนรอบตัวกดดันให้ใช้เราชีวิตแบบที่พวกเค้ามองว่าดีและปลอดภัย เช่น “ใช้เงินเก่งจัง” , “ทำไมไม่เก็บเงินไว้บ้าง”, “มีแผนเกษียณหรือยัง” หรืออีกอันที่ผมชอบได้ยิน “ใช้เงินเกินตัวไปหรือเปล่า” เอาจริงๆ ความรู้การเงินมีให้ศึกษาเยอะ พวกเค้าควรเอาเวลาไปวางแผนชีวิตตัวเองดีกว่า 55555

คนที่ได้ยินแนวคิดตายที่ศูนย์ อาจมองว่ามันสุดโต่งเกินไป ทำไมไม่เก็บเงินไว้ให้ลูกบ้าง หนังสือเล่มนี้เขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เก็บเงินให้ลูกนะ ประเด็นคือทำไมต้องรอเราตายก่อนลูกถึงได้เงินอะ

ข้ออ้างของการเก็บเงิน

เก็บเงินให้ลูกจ้า

ตามสถิติแล้ว วันที่คนส่วนใหญ่อ้างว่าเก็บเงินไว้ให้ลูกใช้ แต่กว่าจะได้ส่งต่อก็ตอนที่คนเหล่านั้นตายไป ซึ่งลูกเราก็จะมีอายุประมาณ 50-60 ปี ถึงวัยนั้นหลายคนก็มีครอบครัวไปหมดแล้ว เงินเกือบไม่มีผลอะไรมากนัก

ถ้าอยากให้เงินลูกก็รีบให้ไปเลยสิ ให้ ณ วันที่เรายังไม่ตาย จะได้สอนวิธีใช้เงินพวกเค้าได้ด้วย แบ่งส่วนไว้เลยว่าจะให้ลูกเท่าไหร่ เงินล้านที่ลูกจะได้ในวัย 30 ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นกว่าการได้เงินล้านในวัย 60 แน่ๆ

เก็บไว้รักษาตัวจ้า

เงินมักถูกเก็บไว้สำรองสำหรับสุขภาพในอนาคต คำถามคือ ทำไมเราไม่ดูแลสุขภาพตั้งแต่ตอนหนุ่มสาว? เครื่องมือที่ช่วยเรื่องนี้ได้ คือ ประกันสุขภาพ

เมื่อวันที่เราป่วยหนัก มีเงินแค่ไหนก็ไม่พออยู่ดี หลายคนเก็บเงินเยอะมากเพื่อมาใช้ยื้อชีวิตตัวเองต่อไปได้อีก 1 วันในโรงพยาบาลแลกกับการทำงานมาเป็นปี คุณภาพชีวิตที่แทบจะเป็นศูนย์ นอนพะงาบๆ รอดได้เพราะเครื่องช่วยหายใจ เราอยากอยู่อย่างนั้นจริงหรอ? ผมคิดกับตัวเองว่าถ้าสภาพเรามันไปถึงจุดนั้น ก็ตายเหอะ

ใช้ชีวิตกันดีกว่า

ความสุขที่แท้จริงคือประสบการณ์ที่คุ้มค่าและเต็มที่ในทุกช่วงเวลา อย่าทำงานหนักเพื่อเก็บเงินมากเกินไปโดยไม่แบ่งเวลาฮีลร่างกายและใจตัวเอง อย่าเลียนแบบการวางแผนการเงินของคนอื่นเพราะคนเรามีปัจจัยที่แตกต่างกันในชีวิตเยอะมาก หาสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง อย่าเสียเวลากับการเก็บเงินที่ไม่เหมาะกับตัวเรา เก็บเยอะเกินจนไม่ได้ทำอะไร

ชีวิตและเวลาเป็นทรัพยากรที่โคตรจำกัด ใช้มันอย่างคุ้มค่า จำไว้เสมอว่าอย่าวางแผนอนาคตจนละเลยปัจจุบันเพราะมันย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว

💡
อย่าใช้ชีวิตจนเงินเหลือศูนย์ก่อนตาย ไม่งั้นชิบหายแน่

ความสุขที่แท้จริงมาจากประสบการณ์ไม่ใช่ความมั่งคั่ง และเงินทุกบาทที่เหลือในบัญชี ณ วันที่เราตาย คือมูลค่าของประสบการณ์ที่เราไม่มีวันได้ใช้

สรุป

หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตและแนวคิดผมจริงๆ ทำให้มานั่งปรับตารางการออมเงิน การวางแผนใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูง และตักตวงประสบการณ์ที่ไม่อาจย้อนมาเจอมันได้อีก

ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ อ่านแล้วคิดเห็นยังไง Comment พูดคุยกันได้น้า รออ่านรอตอบจ้า

ผมมีทำ Podcast คุยหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วย

Read more

เคล็ดลับย้ายสาย เข้าสู่งาน Data เริ่มได้ทันที

เคล็ดลับย้ายสาย เข้าสู่งาน Data เริ่มได้ทันที

เคล็ดลับการย้ายสายงานเข้าสู่อาชีพสาย Data เริ่มตั้งแต่ศูนย์ ย้ายสายต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง อ่านจบเริ่มต้นได้ทันที เรารวมทุกอย่างไว้ที่นี่แล้ว

By Sorakrich Oanmanee
สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้เพื่อนร่วมงานด้วยกาแฟหนึ่งแก้ว

สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้เพื่อนร่วมงานด้วยกาแฟหนึ่งแก้ว

ถ้าเราเป็นคนทำงานแบบ Passive ที่รอแต่ให้คนเข้ามารายงานปัญหา ส่วนใหญ่มันก็สายเกินแก้แล้ว มาจัดการปัญหานี้ด้วย Coffee Break กันดีกว่า

By Sorakrich Oanmanee